ถึงแม้ว่าโลกของเราจะมีชั้นโอโซนในบรรยากาศช่วยกรองรังสีอัลตร้าไวโอเลตที่มาจากดวงอาทิตย์ แต่จากงานวิจัยตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1980 พบว่าชั้นโอโซนดังกล่าวจะสลายไป 3 - 6 % ทุกๆ 10 ปี โดยเฉพาะบริเวณขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็นผลมาจากสารคลอรีนที่เป็นมลพิษจากอุตสาหกรรมต่างๆ โดยทุก 1 % ที่ชั้นโอโซนลดลง จะเพิ่มรังสีอัลตร้าไวโอเลต – B มาถึงผิวโลก 1 % ด้วยเช่นกัน
รังสี UV ที่เราคุ้นเคยจะแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
- ยูวีเอ (UVA)
รังสีที่มีช่วงคลื่นยาว ทำให้ผิวหนังมีสีคล้ำมากขึ้น ผิวจะแดง แต่น้อยกว่า UVB เพราะรังสีจะผ่านทะลุเข้าไปทั้งชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ซึ่งทำอันตรายต่อโครงสร้างและเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นรวมทั้งช่วยเสริมฤทธิ์ของ UVB ทำให้เกิดเป็นอันตรายต่อผิวหนังมากขึ้นและยัง เป็นปัจจัยที่เร่งการก่อตัวของอนุมูลอิสระซึ่งจะมีผลในการทำลายเส้นใยคอลลาเจน และอีลาสติน ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยอีกด้วย




